CGSI มองกำไร 8 แบงก์ไตรมาส 1 หดตัว 12% ชู SCB-KTB ปันผลเด่น

CGSI เผยสินเชื่อ 8 แบงก์ ก.พ.69 โต 0.5% เทียบเดือนก่อน คาดกำไรไตรมาส 1/69 แตะ 5.19 หมื่นล้าน ลดลง 12.5% เทียบปีก่อน รับผลกระทบดอกเบี้ยขาลง-ตั้งสำรองเพิ่ม แนะคงน้ำหนักลงทุน ชู SCB-KTB เด่น


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยบทวิเคราะห์ข้อมูลการขยายตัวของสินเชื่อรายเดือน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ทำการศึกษา 8 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT พบว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และลดลง 0.5% จากช่วงสิ้นปี 2568

โดยจากข้อมูลพบว่าธนาคารทุกแห่งมีสินเชื่อเติบโตเป็นบวกจากเดือนที่แล้ว แต่อัตราการเติบโตของสินเชื่อสะสมนับตั้งแต่ต้นปียังคงติดลบ นำโดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ที่ลดลง 3.2% นับตั้งแต่ต้นปี, TTB ลดลง 2.2% นับตั้งแต่ต้นปี และ KBANK ลดลง 1.3% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นผลมาจากการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

ขณะที่ธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตเป็นบวก ได้แก่ CREDIT เพิ่มขึ้น 2.3% นับตั้งแต่ต้นปี, KKP เพิ่มขึ้น 2.0% นับตั้งแต่ต้นปี และ KTB เพิ่มขึ้น 1.6% นับตั้งแต่ต้นปี ตามลำดับ โดย CREDIT มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงที่สุดในกลุ่มจากความต้องการสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจ SME ขนาดเล็กและ micro SME ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ KTB มาจากการปล่อยสินเชื่อให้กับภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

สำหรับประมาณการผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดการณ์ว่าธนาคารทั้ง 8 แห่งที่ทำการศึกษาจะสามารถทำกำไรสุทธิรวมได้ที่ 51,900 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) คาดว่าจะอยู่ที่ 112,600 ล้านบาท ลดลง 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ด้านอัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมคาดว่าจะลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ประเมินว่าจะปรับตัวลดลงเหลือ 2.91% (ลดลง 0.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ลดลง 0.14% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1.0% ในไตรมาส 1/2569 จากระดับ 2.0% ในไตรมาส 1/2568

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะยังคงเพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 1/2569 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และการทำธุรกรรม รวมถึงกำไรจากการลงทุนและเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาน้ำมันดิบ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดการณ์ว่าอัตราการสำรองหนี้สูญของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 1.50% ในไตรมาส 1/2569 โดยเชื่อว่าทางธนาคารยังคงระมัดระวังในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ เนื่องจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1-2/2569

อีกทั้งในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยุติลงเมื่อใด ดังนั้นจึงประเมินว่าธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มที่จะพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในรูปแบบ Management Overlay เพิ่มเติมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI แนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย เนื่องจากคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจะเติบโตในระดับต่ำในช่วงปี 2569-2570 แต่จะได้รับการชดเชยด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ระดับ 5.7% ในปี 2569 โดยปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารไทยมีการซื้อขายที่ระดับ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.77 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีในอดีตที่ระดับ 0.66 เท่า พร้อมกันนี้ได้เลือก SCB และ KTB เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) เนื่องจากคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.0-8.0% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางลง (Downside Risk) หากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม และราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ส่วนปัจจัยบวก (Upside Risk) จะมาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมไปถึงนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในเดือนเมษายนนี้

Back to top button