SCB EIC แนะรัฐอัปเกรดนโยบายสู่ 4T Plus หนุน Fitch ปรับมุมมองไทยครึ่งปีหลัง

SCB EIC แนะรัฐยกระดับนโยบายสู่ 4T Plus ชูความโปร่งใส-สางปมทุจริต หวังปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ลุ้นเป็นแรงหนุนให้ Fitch ปรับเพิ่มมุมมองเรตติ้งไทยขึ้นเป็น Stable ในช่วงครึ่งปีหลัง


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ในกลุ่ม บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Investors Service (Moody’s) ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 พร้อมทั้งปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ดีขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) ซึ่งจะเอื้อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าชุดนโยบายปฏิรูป และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

สำหรับการที่ Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้นเป็นมีเสถียรภาพนั้น มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทางลบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ลดลง โดยภาคการส่งออกของไทยยังคงเติบโตได้ดี 2. แนวโน้มการลงทุนปรับตัวดีขึ้น ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนที่อยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ช่วยเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง และ 3. ความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการเดินหน้านโยบายปฏิรูปประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Moody’s จะมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจยังขยายตัวในระดับต่ำ (คาดการณ์ปี 2569 ที่ร้อยละ 1.5 และปี 2570 ที่ร้อยละ 2.2) และหนี้ของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ Baa1 ยังคงได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยบวกด้านความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีเยี่ยม เนื่องจากโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศระยะยาว ประกอบกับสถานะภาคต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนมีนาคม 2569

ทางด้าน SCB EIC ประเมินว่า การที่ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในครั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการสื่อสารเชิงรุกของรัฐบาล รวมถึงการผลักดันชุดนโยบาย “4T” ซึ่งถูกใช้เป็นกรอบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในระยะปานกลาง ประกอบด้วย Target (การใช้จ่ายอย่างมุ่งเป้า), Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและรัฐบาลดิจิทัล), Transform (การพลิกโฉมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ), และ Together (การรวมพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน) ตลอดจนการมีแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจนในการลดการขาดดุล

ทั้งนี้ SCB EIC เสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับชุดนโยบายดังกล่าวเป็น “4T Plus” โดยเพิ่มมิติความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริต (Transparency and Anti-corruption) เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ในประเด็นด้านเสถียรภาพการคลัง หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง SCB EIC เสนอว่าควรดำเนินการภายใต้ 3 เงื่อนไขหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ได้แก่ 1. การใช้จ่ายอย่างมีกลยุทธ์และมุ่งเป้า 2. การปฏิรูปการคลังอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขยายฐานภาษีและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และ 3. การสื่อสารที่โปร่งใสพร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) อย่างชัดเจน

มองไปในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายการปฏิรูปประเทศให้เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับนโยบายพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ประเทศไทยอาจมีโอกาสที่จะเห็นสถาบันจัดอันดับ Fitch Ratings ปรับเพิ่มมุมมองของไทยขึ้นเป็น Stable ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังจากที่เคยปรับลดลงเป็น Negative Outlook ไปเมื่อปีก่อน ซึ่งจะส่งผลให้สถานะทางการคลังในระยะปานกลางมีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Back to top button