SCB EIC อัปเกรดเป้าส่งออกปี 69 โต 7.8% รับเมกะเทรนด์ AI

SCB EIC ปรับเพิ่มเป้าส่งออกไทยปี 69 พุ่งเป็น 7.8% รับอานิสงส์เมกะเทรนด์ AI และวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก หลังโชว์ฟอร์มเดือน เม.ย. โตแกร่ง 23.1% สวนทางดุลการค้าที่ขาดดุลประวัติการณ์


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ภายใต้ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยรายงานภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่า มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากระดับ 18.7% ในเดือนก่อนหน้า และขยายตัวสูงกว่าที่ SCB ประเมินไว้ที่ 16.2% รวมถึงสูงกว่าค่ากลางของ Reuters Poll ที่ประเมินไว้ 17.3%

หากพิจารณาตัวเลขที่ปรับฤดูกาลแล้ว มูลค่าการส่งออกขยายตัว 3.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2026 (4 เดือนแรก) ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 18.9%

โดยแรงส่งสำคัญของเดือนเมษายนมาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์: ขยายตัวสูงต่อเนื่องถึง 64.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และเทรนด์การลงทุน Data Center ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยผลักดันให้การส่งออกไทยในเดือนนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 13.2% (เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตสุทธิ 23.1%) สอดคล้องกับตัวเลขส่งออกของประเทศผู้ผลิตหลักในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ที่เติบโตในระดับเลขสองหลักเช่นกัน

ตลาดสหรัฐอเมริกา: การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขยายตัว 44.2% โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงถึง 93.8% สะท้อนความต้องการสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้น และการเร่งผลิตเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ในอนาคต

สินค้าเกษตรกรรม: กลับมาขยายตัวสูง 17.9% หลังจากหดตัวติดต่อกัน 7 เดือน ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ที่พุ่งขึ้น 74.3% โดยเฉพาะ “ทุเรียนสด” ที่ขยายตัวกว่า 109.5%

ตลาดตะวันออกกลาง (ME 15): พลิกกลับมาขยายตัว 19.3% (หลังเดือนก่อนหดตัวแรง 57.1%) อย่างไรก็ตาม การเติบโตเกือบทั้งหมดมาจากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่พุ่งสูงถึง 1,157.1% หากหักล้างกลุ่มสินค้านี้ออก การส่งออกไปยังตะวันออกกลางจะยังคงหดตัวที่ 39.7%

ในด้านการนำเข้า SCB ระบุว่า มูลค่านำเข้าเดือนเมษายนพุ่งสูงถึง 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 59 เดือน และสูงกว่าทุกการประเมิน โดยได้รับปัจจัยผลักดันจาก

สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป: ขยายตัว 38.7% โดยเฉพาะอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและแผงวงจรไฟฟ้า ที่ขยายตัว 121.8% และ 133.8% ตามลำดับ เนื่องจากไทยต้องนำเข้าสินค้าต้นน้ำจากจีนและไต้หวันเพื่อนำมาผลิตและส่งออกต่อ

สินค้าเชื้อเพลิง: ขยายตัวสูงถึง 128.6% นำโดยน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น 169.3% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น

สินค้าทุน: ขยายตัว 32.8% นำโดยเครื่องจักรไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและ Data Center โดยไทยมีการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนเพิ่มขึ้นถึง 49.5%

การที่มูลค่าการนำเข้าพุ่งทะยานแซงหน้าการส่งออกเกือบ 2 เท่า ส่งผลให้ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) ในเดือนเมษายนขาดดุลหนักถึง 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างสถิติขาดดุลลึกสุดเป็นประวัติการณ์ และทำให้ตัวเลขดุลการค้านับตั้งแต่ต้นปี 2026 มียอดขาดดุลสะสมรวม 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ SCB ได้ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าการส่งออกไทยปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 7.8% (จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 0.5%) สอดรับกับมุมมองของ WTO และ IMF ที่ปรับเพิ่มปริมาณการค้าโลก โดยมีปัจจัยบวกหลักจากการค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ซึ่งเอเชียได้รับประโยชน์สูงมาก นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังประเมินกรอบการเติบโตของการส่งออกปีนี้ไว้ที่ลบ 3% ถึงบวก 8% แต่ยังคงต้องจับตาความเสี่ยงเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าการนำเข้าในปี 2026 ขึ้นเป็น 15.8% (จากเดิมประเมินไว้ 9.0%) โดยอิงจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงในช่วง 4 เดือนแรกของปี ความต้องการวัตถุดิบเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก

Back to top button