KTB มั่นใจ กนง.คงดอกเบี้ย คาดกรอบเงินบาท 32.50-33.20 บ.

แบงก์กรุงไทย (KTB) มองประชุมกนง. 24 มิ.ย.69 คงดอกเบี้ย 1.00% หนุนเศรษฐกิจ ฟากเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.20 บาทต่อดอลลาร์


นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า การประชุมนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในวันที่ 24 มิ.ย.2569 คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง หรือเกิดผลกระทบต่อเนื่อง (Second Round Effect)

ทั้งนี้ ตลาดยังจับตาการประกาศตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทยในเดือนพฤษภาคม ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยผลักดันความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของไทย อย่างไรก็ตาม การนำเข้ามีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงการลงทุนในธุรกิจ Data Center ส่งผลให้ดุลการค้าไทยอาจยังคงอยู่ในภาวะขาดดุล

สำหรับค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 32.50-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าแรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้นตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ตามสัญญาณจาก Dot Plot ล่าสุด

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบแนวต้านบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจไปถึงระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ได้

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นจะอ่อนค่าต่อมีไม่มากนัก อีกทั้งยังมีโอกาสที่เงินเยนจะกลับมาแข็งค่าได้อย่างรวดเร็ว หากทางการญี่ปุ่นเข้าดูแลค่าเงิน หรือหากตลาดการเงินเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ซึ่งจะช่วยจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยหากเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น แนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

นายพูนระบุว่า ค่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk หรือสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งในทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ตลาดยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ

หากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้า หรือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้ ขณะที่ในกรณีตรงกันข้าม เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าต่อ

ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง

ในเชิงเทคนิค เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following และจะยังคงมีทิศทางดังกล่าวจนกว่าจะสามารถแข็งค่าผ่านระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ ส่งผลให้ในระยะสั้นเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อหรือแกว่งตัวในกรอบกว้าง

สำหรับเงินดอลลาร์ แม้จะยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับทิศทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ในระยะต่อไป

Back to top button