KBANK โชว์ค่าฟี 9 เดือนพุ่ง 16% ดัน ROE 2 หลัก ลุยสินเชื่อ 7 กลุ่ม ปูทางเงินดิจิทัล

แบงก์กสิกรไทย (KBANK) โชว์ Fee Income 9 เดือนโตกระฉูด 16% เดินหน้าดัน ROE แตะระดับ 2 หลัก จากปัจจุบัน 9.31% แม้เศรษฐกิจโตต่ำ เดินเกมสินเชื่อเจาะ 7 Priority Sectors คุมเข้มความเสี่ยง หวังสร้าง S-Curve ใหม่ พร้อมปักธงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน Orbit Group จับตา Stablecoin เปิดทางลุยบริการชำระเงินข้ามประเทศ


นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) เติบโตโดดเด่น 16% ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของการดำเนินธุรกิจธนาคารในช่วงปลายปี ส่วนต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่วางไว้ แม้ปัจจุบันจะขยับขึ้นมาอยู่บริเวณขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 1.40% (140 bps) แล้วก็ตาม

สำหรับผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปัจจุบันอยู่ที่ 9.31% โดยธนาคารยังคงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่จะผลักดัน ROE ให้ขึ้นไปแตะระดับ 2 หลัก (Double-digit) ให้ได้ แม้จะต้องขึ้นอยู่กับจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจด้วย

ด้านการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทลูก ธนาคารแบ่งออกเป็นกลุ่มธุรกิจหลัก (Gen 1) ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KSecurities) และธุรกิจลีสซิ่ง ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มธุรกิจนวัตกรรมใหม่ (+1 Innovation) อาทิ LINE BK สามารถผ่านช่วงวิกฤตและการปรับโครงสร้างหนี้เสียมาได้แล้ว โดยปัจจุบันกลับมาสร้างผลกำไรได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ ธนาคารมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากบริษัทลูก เช่น KASIKORN X
( KX) ภายใต้กลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)
และ KAsset มาบูรณาการร่วมกับแพลตฟอร์ม K PLUS เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มธุรกิจในระยะยาว

สำหรับทิศทางการปล่อยสินเชื่อในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ ธนาคารยังคงให้การสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม แต่จะให้น้ำหนักกับผู้ประกอบการใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและมีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น การมีต้นทุนการผลิตต่ำ การเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพดี การมีฐานตลาดขนาดใหญ่ และการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างเหมาะสม

ส่วนการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ (New Segment) เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวหรือ S-Curve ธนาคารจะใช้ความระมัดระวังมากขึ้น หลังจากเคยมีบทเรียนจากการขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ในปี 2565 และพบปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระดับสูง โดยปัจจุบันจะเริ่มจากการทดลองผ่านโครงการนำร่องขนาดเล็ก (Pilot Projects) เพื่อประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ก่อนขยายผล

ขณะเดียวกัน ธนาคารนำข้อมูลจากพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น LINE ข้อมูลในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ข้อมูลจาก Data Bureau ตลอดจนข้อมูลภายใต้โครงการ Your Data ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยง พร้อมปรับปรุงกระบวนการติดตามและเรียกเก็บหนี้ (Collection) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการเร่งกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วขึ้น

ด้านการบริหารความเสี่ยงไซเบอร์ ธนาคารมีศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Operation Center: SOC) ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยคุกคามตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน พร้อมให้ความสำคัญกับการตรวจจับและปิดช่องโหว่ของระบบอย่างรวดเร็ว รวมถึงการซักซ้อมแผนรองรับเหตุฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถกู้คืนระบบและกลับมาให้บริการได้โดยเร็วหากเกิดเหตุขัดข้อง
ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาน้ำท่วม ธนาคารได้พัฒนา Dashboard โดยนำข้อมูลแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และธนาคารแห่งประเทศไทย มาซ้อนทับกับข้อมูลที่ตั้งของกิจการลูกค้าและหลักประกันสินเชื่อ เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงและมูลค่าหลักประกันให้รอบด้าน โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แต่เป็นการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ธนาคารประเมินว่า GDP ในปีนี้มีโอกาสขยายตัวประมาณ 2% กว่าๆ ขณะที่ปีหน้ามีโอกาสเติบโตได้สูงขึ้น หากภาคเอกชนและภาครัฐสามารถร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาดโลกลง ส่งผลให้ความเสี่ยงโดยรวมมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น

ส่วนธุรกิจ Data Center มองว่าเป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญของโลกเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับกฎหมายและข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ทำให้แต่ละประเทศมีความจำเป็นต้องพัฒนา Data Center รองรับการใช้งาน

ขณะที่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับแผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มองว่าจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และลดผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่วนแนวคิดการเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ถือเป็นโอกาสในการขยายขนาดและเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทย แต่ต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และยกระดับมาตรฐานด้านความโปร่งใสให้เข้มงวดเพียงพอ

สำหรับยุทธศาสตร์ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าผ่านบริษัท ออร์บิกซ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด (Orbit Group) โดยมุ่งเตรียมความพร้อมด้านใบอนุญาตและระบบนิเวศธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยใช้กลยุทธ์ First Mover เตรียมความพร้อมล่วงหน้า เมื่อหลักเกณฑ์การกำกับดูแลและทิศทางตลาดมีความชัดเจน ก็สามารถเร่งขยายธุรกิจได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่มีนโยบายลงทุนถือครอง Bitcoin เพื่อเป็นสินทรัพย์ลงทุน โดยการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำกัดอยู่ในระดับที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงาน เช่น การใช้เป็นค่า Gas Fee บนระบบ Blockchain เท่านั้น

ส่วน Stablecoin มองว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการนำมาใช้กับบริการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำธุรกรรมได้ ธนาคารจึงติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และพร้อมเข้าร่วมดำเนินธุรกิจทันทีเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลเปิดให้ดำเนินการได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดภายใต้แนวคิด 72 ชั่วโมง (Emergency Readiness) โดยสนับสนุนให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนตระหนักถึงการสำรองสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และเอกสารสำคัญ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เช่น ภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์ Rain Bomb รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการบริหารความเสี่ยงและการไม่ประมาทในการดำเนินธุรกิจ

Back to top button