
“ดาวโจนส์” ปิดบวก 631 จุด หลังน้ำมันร่วง รับ “ทรัมป์” ชะลอถล่มอิหร่าน
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดบวก 631 จุด รับแรงซื้อคืน หลัง “ทรัมป์” ชะลอถล่มอิหร่าน หนุนราคาน้ำมันร่วง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่งสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวันจันทร์ (23 มี.ค.69) สามดัชนีหลักปิดบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อคืน เนื่องจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ผ่อนคลายลง ภายหลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เพื่อเปิดทางการเจรจา
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 46,208.47 จุด เพิ่มขึ้น 631.00 จุด หรือ +1.38% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,581.00 จุด เพิ่มขึ้น 74.52 จุด หรือ +1.15% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 21,946.76 จุด เพิ่มขึ้น 299.15 จุด หรือ +1.38%
โดยถ้อยแถลงของทรัมป์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันจันทร์ ระบุถึงการเลื่อนปฏิบัติการทางทหารออกไป 5 วัน และอ้างถึงความคืบหน้าของการเจรจากับอิหร่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน แม้ฝั่งอิหร่านจะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นก็ตาม
ทั้งนี้ ความคาดหวังต่อการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวลดลงมากกว่า 10% ในระหว่างวัน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และหนุนให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก
กลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มวัสดุ ขณะที่หุ้นสายการบินและธุรกิจเรือสำราญปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง อาทิ Alaska Air และ United Airlines ปรับตัวขึ้นกว่า 4% ส่วน Norwegian Cruise Line เพิ่มขึ้นมากกว่า 6%
นอกจากนี้ ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุน ปรับตัวลดลง 2.3% สู่ระดับ 26.15 หลังจากระหว่างวันเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ สะท้อนว่าความกังวลในตลาดเริ่มคลี่คลายลง
ในด้านนโยบายการเงิน เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 13% ต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2569 จากเดิมที่มากกว่า 25% ขณะที่มีน้ำหนักสูงถึง 72% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับเดิมจนถึงสิ้นปี
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินในระยะถัดไป

