
MTC วิ่ง 3% ลุ้นกำไรปีนี้ “ออลไทม์ไฮ” แตะ 7.2 พันล้าน
MTC บวกกว่า 3% โบรกแนะ “ซื้อ” เคาะราคาเป้า 38.50 บาท คาดกำไรปีนี้เดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 7.2 พันล้านบาท รับพอร์ตสินเชื่อโตแกร่งควบคู่การคุมคุณภาพหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กางแผน "Jump+" ดันรายได้แตะ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 71
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ณ เวลา 10:08 น. อยู่ที่ระดับ 30.50 บาท บวก 1 บาท หรือ 3.39% สูงสุดที่ระดับ 30.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 30.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 136.89 ล้านบาท
ด้าน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL ระบุว่า ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเป้าหมายที่ 38.50 บาท มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงกว่า 25.71% นับตั้งแต่ต้นปี เมื่อเทียบกับทิศทางตลาดนั้น ยังไม่สะท้อนถึงการเติบโตของกำไรสุทธิที่จะทำนิวไฮต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571
อีกทั้งหุ้นยังมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจากระดับปัจจุบันที่ 9.1% หากผู้บริหารส่งสัญญาณจ่ายปันผลมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลให้สูงขึ้น และเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่อาจส่งผลให้หุ้นถูกปรับเพิ่มมูลค่าในระยะถัดไป
ทั้งนี้ MTC ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี หรือโครงการ “Jump+” ซึ่งตั้งเป้าหมายรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.07 หมื่นล้านบาทในปี 2568 สู่ระดับ 4.3 หมื่นล้านบาทในปี 2571 สำหรับทิศทางการเติบโตในปัจจุบัน MTC มุ่งเน้นไปที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในปีนี้ลงมาอยู่ที่ระดับ 10% จากเดิมที่คาดการณ์การเติบโตแบบก้าวกระโดดไว้ที่ 15% เพื่อมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้มีความยั่งยืน
ขณะที่ในปี 2569 คาดการณ์กำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับ 7.26 พันล้านบาท หรือเติบโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่อง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเพียง 2.57% มีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพแข็งแกร่งในระดับสูงถึง 143.86%
นอกจากนี้ ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.11% จากระดับ 2.54% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ว่าจะควบคุมไม่ให้เกิน 2.60%
MTC ตั้งเป้าเพดานสาขาไว้ที่ประมาณ 9,000 สาขา จากปัจจุบันที่มี 8,754 สาขา เพื่อขจัดปัญหาสาขาทับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร ปัจจุบันบริษัทมียอดสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาสูงถึง 21.02 ล้านบาท


