‘รัฐนาวาอนุทิน’ ชี้ชะตาเรตติ้งไทย.!

ผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สะท้อนภาพ “พรรคภูมิใจไทย” ผงาดคุมเกมจัดตั้งรัฐบาล แต่ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ออกโรงเตือนทันควัน อันดับเครดิตไทย BBB+ แขวนอยู่บนเส้นด้าย


ผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สะท้อนภาพ “พรรคภูมิใจไทย” ผงาดคุมเกมจัดตั้งรัฐบาล แต่ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ออกโรงเตือนทันควัน อันดับเครดิตไทย BBB+ แขวนอยู่บนเส้นด้าย หลังมุมมอง “เชิงลบ” (Negative) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่จึงต้องพิสูจน์ฝีมือลดขาดดุล-คุมหนี้สาธารณะ

หากทำไม่ได้มีโอกาสถูก “ดาวน์เกรด” กระทบต้นทุนหุ้นกู้ทั้งระบบด้วยเช่นกัน

การเลือกตั้งผ่านพ้นไป พร้อมชัยชนะที่ค่อนข้างชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทิศทางเศรษฐกิจไทย กำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ผ่านแว่นขยายของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ที่มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลผสมชุดใหม่ จะเป็นตัวตัดสินอนาคตทางการเงินของประเทศ

ต้องยอมรับว่าฐานะการคลังของไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะ “ตึงตัว” อย่างยิ่ง ข้อมูลจากฟิทช์ ระบุชัดเจนว่าหนี้ภาครัฐทั่วไปของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ในปี 2568 เป็นระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 25% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP Growth) แทบไม่เกิดขึ้นเลย

ที่ผ่านมา “ฟิทช์” ส่งสัญญาณเตือนด้วยการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “เชิงลบ” มาตั้งแต่เดือนก.ย. 2568

นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถบริหารจัดการงบประมาณ ให้กลับมาสู่สมดุลภายในช่วงระยะกลาง โอกาสที่จะเห็นประเทศไทย ถูกปรับลดอันดับเครดิต ลงมาเหลือเพียง BBB ที่มีความเป็นไปได้สูงมาก

นโยบายเรือธงของรัฐบาลใหม่อย่าง “คนละครึ่ง พลัส” และการอัดฉีดเงินช่วยเหลือ SMEs มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้จะเป็นยาแรงที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่อาจกลายเป็น “กับดัก” ทางการคลังได้ หากไม่มีแหล่งรายได้ใหม่มาชดเชยงบประมาณดังกล่าว

“ฟิทช์” จับตาดูว่ารัฐบาล “อนุทิน” จะกล้าหาญพอที่จะดำเนินนโยบายปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 8.5% ช่วงปี 2571 และ 10% ช่วงปี 2573 ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่เคยวางไว้หรือไม่

เพราะนี่คือปัจจัยชี้ขาดที่จะช่วยลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ให้เหลือ 2.1% ของ GDP ได้

มุมมองจากบรรดานักวิเคราะห์ ประมินว่า หากไทยถูกลดอันดับเครดิตจริง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ” และทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น

นั่นหมายถึงต้นทุนการเงินทั้งภาครัฐและเอกชนจะสูงขึ้นทันที ทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มที่ต้องระดมทุนผ่านหุ้นกู้จำนวนมาก อาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลใหม่สามารถสร้าง “เสถียรภาพทางการเมือง” และแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ควบคู่กับแผนการคลังที่น่าเชื่อถือ มุมมองเชิงลบนี้มีโอกาสถูกปรับกลับมาเป็น “คงที่” (Stable) ได้เช่นกัน

Back to top button