“ฟินันเซียฯ” ปักธง TU กำไรอนาคตโตเด่น มุ่งสู่โปรดักส์ใหม่ธีม Mega Trend

บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่ากำไรหลังจากนี้ของ TU จะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากเป้าหมายมุ่งสู่ Innovative Product พร้อมทั้งมีการลงทุนโปรดักส์ธีม Mega Trend ในธุรกิจ Food-Tech Startups เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคตกับสินค้าใหม่ๆ


บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ (8 ก.ย.2564) โดยประเมินบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ว่าในส่วนการเติบโตของกำไรหลังจากนี้จะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากเป้าหมายมุ่งสู่ Innovative Product (สำหรับคนและสัตว์เลี้ยง) ผ่านการทำ R&D ภายใต้ศูนย์วิจัย GIC ของ บริษัทเอง, การทำ JV จับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น IP, Thai Bev, V Foods และมีการลงทุนในธุรกิจ Food-Tech Startups ที่น่าสนใจ เพื่อสร้างโอกาสการ เติบโตในอนาคตกับสินค้าใหม่ๆในธีม Mega Trend ไม่ว่าจะเป็น Supplement, Alternative Protein, Plant Based Food และ Functional Drink เป็นต้น ด้วยสัดส่วน รายได้ Pet Care & Value Added ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 24.8% ในครึ่งแรกของปี 2564 ซึ่งช่วยให้บริษัทลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจทูน่าเหลือ 32.3% จาก 44.3% ใน 2557

นอกจากนี้ TU มีแผน Spin-Off 2 บริษัทลูกคือ TFM (อาหารสัตว์เศรษฐกิจ) ภายในไตรมาส 4 ปี 2564 และ i-Tail (Pet Care) ภายในไตรมาส 3 ปี 2565 เพื่อปลดล็อกมูลค่าของบริษัทลูกที่แฝงอยู่ใน TU เป็นการตอกย้ำมุมมองที่มีต่อ TU ว่าไม่ได้มีแค่ธุรกิจทูน่าและกุ้งอีกต่อไป ทำให้เห็นโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้นว่า 2 บริษัทลูก มีโครงสร้างกำไรที่ผันผวน น้อย และมีพัฒนาการของอัตรากำไรที่ดีกว่า โดยเฉพาะ Pet Care ที่มีอัตรากำไร ขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 26%-28% และ 15%-18% ตามลำดับ

โดยสามารถกล่าวได้ว่า TU คือบริษัทแรกในกลุ่มอาหารที่มีแนวทางและกลยุทธ์การ ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า ESG และดำเนินมาตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นบริษัทอาหารแรกของไทยที่ได้รับคัดเลือกเข้า DJSI กลุ่ม Emerging Market ตั้งแต่ 2557 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว และเริ่มเห็นผลบวกที่เป็นรูปธรรม มากขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสีย แต่ยังเป็น บวกต่อตัวบริษัทเองทั้งในแง่ภาพลักษณ์ ต้นทุนการทำธุรกิจลดลง ล่าสุดได้รับสินเชื่อ และประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนที่อัตราดอกเบี้ยอาจปรับ ลงในอนาคตหากสามารถดำเนินตามเป้าหมายความยั่งยืนได้สำเร็จ

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมองว่า TU ควรได้รับการ Re-rate Valuation ขึ้นเป็น PE ที่ 20 เท่า จากเดิม 17 เท่า โดยมาจากวิธี SOTP ประเมิน 3 ธุรกิจหลัก Ambient & Frozen Business ด้วย PE ที่ 17 เท่า ตามเดิม, Feed Business อิง PE 17 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของ Regional Peers (ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน) และสุดท้ายธุรกิจ Pet Care Business ใช้ PE ที่ 25 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของบริษัท ระดับโลกในสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2565 เท่ากับ 30 บาท จะเห็นว่า PE ใหม่ที่ 20 เท่า ยังอยู่ในโซน Conservative เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม อาหารที่ 20-25 เท่า

 

 

 

Back to top button