“เอเซีย พลัส” ชี้เป้า BEM-GULF-BBL หุ้นหลบภัย รับศึกสงคราม-ศาลเบรกภาษีทรัมป์

บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นผันผวนรับสงครามปะทุซ้ำ-ศาลสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ขึ้นภาษี 10% หนุนกลุ่มส่งออกไทยฟื้น ชูกลยุทธ์หลบภัยเก็บ BEM-GULF-BBL


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านเพื่อตอบโต้กรณีเรือรบถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจรื้อฟื้นแผนคุ้มกันเรือพาณิชย์ (PROJECT FREEDOM) ขึ้นมาใหม่ ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันของอิหร่านมีแนวโน้มลดลงราว 400,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวกลับขึ้นมาแรงกว่า 10.6% จากจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะกลาง (3-6 เดือน) เมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง คล้ายคลึงกับรูปแบบในปี 2022 ที่ราคาน้ำมันเริ่มชะลอตัวลงหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนผ่านไปได้ 3 เดือน แม้ว่าสงครามจะยังไม่ยุติลงก็ตาม

ศาลสหรัฐฯ เบรกทรัมป์ขึ้นภาษีเหมาเข่ง 10% – ปลดล็อกกลุ่มส่งออกไทย อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลของนักลงทุนคือ กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้กฎหมายการค้า Trade Act 1974 (Section 122) เพื่อปรับขึ้นภาษีนำเข้า 10% แบบเหมาเข่ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องการขาดดุลการค้า ล่าสุด ศาลการค้าสหรัฐฯ ได้สั่งระงับการเก็บภาษีดังกล่าวทันที เนื่องจากมองว่าการขาดดุลการค้าไม่ถือเป็นวิกฤตการเงินฉุกเฉินระหว่างประเทศตามที่กฎหมายระบุ

บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าประเด็นนี้เป็นเพียงความตกใจชั่วคราว (Temporary Shock) และไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงระยะยาวเหมือนสงครามการค้ากับจีน (Section 301) ในอดีต เมื่อความกังวลเรื่องกำแพงภาษี 10% หายไป จะเป็นปัจจัยบวก (Sentiment) หนุนให้หุ้นกลุ่มส่งออกของไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยางพารา และอาหาร กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง โดยแนะนำหุ้นส่งออกเด่น ได้แก่ DELTA, KCE, HANA, CCET, STA, STGT, TU, ITC และ AAI

เตือนตลาดหุ้นโลกตึงตัวแรง ชูกลยุทธ์ Defensive ทนความผันผวน สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นโลก แม้ดัชนีหลักอย่าง MSCI ACWI จะสามารถทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) แต่ในทางเทคนิคพบว่าค่า RSI ของหลายดัชนี (เช่น NASDAQ, KOSPI และ S&P 500) พุ่งทะลุระดับ 70 เข้าสู่เขตซื้อมากเกินไป (Overbought) แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายทำกำไรและเกิดการพักฐานในระยะถัดไป

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องรอลุ้นการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (คาดชะลอตัวเหลือ 65,000 ราย) และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือน เม.ย. (คาดเร่งตัวขึ้นเป็น 3.7% YoY) ซึ่งหากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในปีนี้ได้ยากขึ้น รวมถึงในสัปดาห์หน้า (วันที่ 11-13 พ.ค. 2026) ยังมีประเด็นการเมืองในประเทศเกี่ยวกับการพักโทษของคุณทักษิณ และการประกาศผลปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Rebalance ที่ต้องติดตาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน: บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เน้นการลงทุนในกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อความผันผวน และมีรายได้ชัดเจน ได้แก่

  1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นหุ้น Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ

2.บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีโครงสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าที่มีสัญญาชัดเจน ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

3.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมักจะได้ประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวในระดับสูง

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำลงทุนใน DR: APPL03 (อ้างอิงหุ้น APPLOVIN) หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 แข็งแกร่งเหนือความคาดหมาย โดยกำไร EPS โตทะยานถึง +113% YoY หนุนจากธุรกิจโฆษณาเกมมือถือ พร้อมคาดการณ์แนวโน้มไตรมาส 2 เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนะนำจับตาดีลของ NVIDIA และ IREN ที่ประกาศร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI Factory สูงสุดถึง 5 กิกะวัตต์ ผ่านศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก โดยมีหุ้น Global Gem ที่น่าสนใจคือ BRKB80 และ NOVOB80)

Back to top button