
ถอดรหัส ! พันธกิจปตท. สร้างเสถียรภาพพลังงาน & รักษาผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
“ดร.คงกระพัน” กางแผนบริหารพอร์ต เน้นบาลานซ์ “รัฐวิสาหกิจ” กับ “บจ.” ลั่นโฟกัสความมั่นคงด้านพลังงานประเทศเป็นอันดับ 1 พร้อมรักษาผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น
ถอดรหัส ! พันธกิจปตท.
สร้างเสถียรภาพพลังงาน & รักษาผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
ก้าวข้ามวิกฤตสถานการณ์ ‘สงครามตะวันออกกลาง’
“ดร.คงกระพัน” กางแผนบริหารพอร์ต เน้นบาลานซ์ระหว่างบทบาท “รัฐวิสาหกิจ” กับ “บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” ลั่นโฟกัสความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ เป็นอันดับ 1 พร้อมรักษาผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น แม้ตอนนี้ต้องแบกภาระสภาพคล่อง 2.3 แสนล้านบาท
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบ ต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ปตท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึง 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดในประเทศ ส่วนอีก 10% มาจากการผลิตในประเทศ และในจำนวนการนำเข้านี้ เป็นความรับผิดชอบของกลุ่ม ปตท. สัดส่วน 60% อย่างไรก็ตาม จากเดิมกลุ่มปตท.นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ที่ประมาณ 60% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 30% เท่านั้น
ดังนั้นจะเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ต้องลงทุนล่วงหน้า คือ ธุรกิจเทรดดิ้งต้องมีทั่วโลก ทั้งลอนดอน, Middle East สิงคโปร์ ต้องสามารถจัดหาน้ำมันจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้ทันท่วงที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ต้องยอมรับว่าการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มปตท.ต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น และเงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 แสนล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 7,000 ล้านบาทต่อปี และหวังว่าเหตุการณณ์นี้จะไม่ถึง 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุน จากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทย จะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน…!!
ขณะที่ส่วนกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ยังเดินเครื่องกลั่นเกิน 100% โดยเน้นผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลเป็นหลัก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ช่วงที่ผ่านมา แม้ตอนนี้ดีมานด์จะลดลงแล้วก็ตาม ขณะที่โรงงานปิโตรเคมีก็ยังเดินเครื่องผลิตเต็มที่เช่นกัน โดยปกติประเทศไทย ผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อใช้ในประเทศ ประมาณ 60% และส่งออกประมาณ 40% การที่โรงงานบางแห่ง ลดกำลังการผลิตหรือหยุดไป อาจส่งผลกระทบต่อกำลังผลิตรวมประมาณ 15%
ดร.คงกระพัน กล่าวย้ำว่า แม้ช่วงวิกฤตพลังงานกลุ่มปตท.ต้องแบกรับภาระสภาพคล่อง โดยโฟกัสที่ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นอันดับ 1 จึงต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายสภาพคล่องในส่วนนี้ก่อน แต่อีกหมวก ปตท.เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีหน้าที่ดูแลผู้ถือหุ้นเช่นกัน
จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยปตท. บริหารความเสี่ยงการลงทุนพอร์ตฟอลิโอ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ให้เกิดความบาลานซ์ ทั้งการบริหารพอร์ตเพื่อหากำไรจากส่วนอื่น ๆ เข้ามาเสริมรวมถึงการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด พร้อมทั้งตั้งเป้ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นรวม 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี (ปี 2568-2570)
สำหรับกรณีน้ำมันสำเร็จรูปล้นคลังนั้นเกิดจากช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นเดินเครื่องผลิตมากกว่า 100% ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะหลากหลาย ซึ่งแต่ละชนิดมีดีมานด์และซัพพลายที่ต่างกัน อาทิ น้ำมันดีเซลมีความต้องการใช้สูงในช่วงที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ต่ำลงมาก ขณะที่น้ำมันอากาศยาน(เจท)ก็มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ปริมาณการผลิตที่มากทำให้พื้นที่คลังเก็บไม่เพียงพอ เกิดภาวะน้ำมันล้น ดังนั้นทางกลุ่มโรงกลั่นฯ อยู่ระหว่างหารือกับทางกระทรวงพลังงาน เพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันเจท ขณะที่ในส่วนของน้ำมันชนิดอื่น คงต้องมาหารือเพื่อหาวิธีร่วมกัน โดยตั้งเป้าน้ำมันดีเซลในประเทศต้องไม่ขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ดีขึ้นก็มองเป็นโอกาส เพราะหลายประเทศยังขาดแคลนน้ำมัน แต่ปัจจุบันไทยยังไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ หากภาครัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมันได้ มองเป็นโอกาสดี โดยเน้นให้น้ำมันดีเซลในประเทศเพียงพอส่วนที่เหลือก็ส่งออกไป คาดว่าจะสามารถส่งออกน้ำมันเจทได้ก่อน
ส่วนความร่วมมือระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ศึกษาร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: PE และพอลิโพรพิลีน: PP) เฉพาะในประเทศไทย ปตท.สนับสนุน เพราะตรงกับทิศทางของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในโลก
นอกจากนี้ อยากให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจกลุ่มปตท.ยืนยันว่า ปตท.บริหารจัดการพอร์ตฟอลิโอตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ โดยส่วนของต้นน้ำจะดีขึ้น เพราะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มีแหล่งผลิตอยู่ทั่วโลก ส่วนธุรกิจกลางน้ำราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวขึ้นลง เช่น ราคาน้ำมัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไทยออยล์มีกำไรจากค่าการกลั่นประมาณ 30 สตางค์ต่อลิตร แต่ในไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะดีขึ้น และต้องรอดูผลประกอบการในไตรมาสที่เหลือของปี 2569 อีกทั้งกลุ่ม ปตท.ยังมีการปรับปรุงกระบวนการภายใน
ดังนั้นจึงมองว่าเป็นหุ้นที่ดี เป็นหุ้นปันผลสม่ำเสมอ ทั้งนี้ กลุ่มปตท.ยังบริหารพอร์ตให้มีความมั่นคงด้านพลังงานและดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นก็เต็มที่เช่นกัน

