
โบรกอัปเป้า KKP ใหม่ 96 บ. สินเชื่อโต ปันผลทะลัก 7%
ฟินันเซีย (FSSIA) ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ของ KKP ชี้คุณภาพสินทรัพย์บริหารจัดการได้ดีเยี่ยม สินเชื่อองค์กรเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" เคาะปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 96.00 บาท ชูจุดเด่นปันผลสูงระดับ 6.5-7.0% ต่อปี
บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ช่วงปี 2569-2571 ขึ้น 5.9-10.3% จากสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อที่สูงขึ้นเป็น 3.0% ต่อปี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ขยับขึ้นเป็น 4.43-4.46% และต้นทุนความเสี่ยงที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.47-1.49% สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นและผลขาดทุนจากการยึดรถที่ลดลง โดยคาดว่ากำไรจะเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 8.3% ในช่วงเวลาดังกล่าว และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10.4-10.8%
ทั้งนี้ จากโมเมนตัมเชิงบวกของทั้งธุรกิจธนาคารและธุรกิจตลาดทุนที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น KKP พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 96.00 บาท (จากเดิม 86.00 บาท) อิงจากการประเมินมูลค่าด้วย P/BV ที่ 1.21 เท่า นอกจากนี้ KKP ยังมีความน่าสนใจในแง่ของการจ่ายเงินปันผล โดยคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่ระดับ 6.5-7.0% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับฐานกำไรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิคาดว่าจะทรงตัวในระดับค่อนข้างดี โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ 2.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นำโดยกลุ่มสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ แม้สินเชื่อรายย่อยจะยังคงหดตัวก็ตาม ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) คาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 4.47% แต่ได้รับการชดเชยบางส่วนจากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงตามฐานเงินฝากที่แข็งแกร่งขึ้น ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ 3.84 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 56% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ปรับใหม่
สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ของ KKP ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ไม่พบการเสื่อมค่าอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.03% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 จากระดับ 4.15% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยง (รวมผลขาดทุนจากการยึดรถ) มีแนวโน้มลดลงสู่ระดับ 1.29% จาก 1.50% และสัดส่วนสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 141.9%

