
โบรกแนะ “ซื้อ” TFG เป้าใหม่ 12 บ. ลุ้น Q2 โตต่อ รับไฮซีซั่น-ราคาหมูพุ่ง
บล.ฟิลลิป ชี้ TFG คาดผลงานไตรมาส 2/69 โตต่อ รับอานิสงส์ไฮซีซั่นบริโภค ราคาสุกรขาขึ้น และแรงหนุนจากการขยายร้านค้าปลีก ดันกำไรปีนี้แตะ 7 พันล้านบาท พร้อมปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 12 บาทต่อหุ้น
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ประเมิน บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการบริโภค ประกอบกับสภาพอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้สุกรเติบโตช้าลง ทำให้อุปทานเนื้อสัตว์เข้าสู่ตลาดลดลง เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาขายปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้รับแรงหนุนจากการจำหน่ายชิ้นส่วนเนื้อหมูผ่านร้านค้าปลีกของตนเองในสัดส่วน 100% ซึ่งช่วยให้สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาด อีกทั้งการเดินหน้าขยายสาขาร้านค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TFG ขึ้นสู่ระดับ 7,000 ล้านบาท พร้อมปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 12.00 บาทต่อหุ้น จากเดิม สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในปีนี้
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า TFG รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2.05 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 71 ล้านบาท กำไรชีวภาพ 19 ล้านบาท และรายการอื่นอีก 23 ล้านบาท บริษัทจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1.93 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.7% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 8.5% จากปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้
บทวิเคราะห์ระบุว่า ธุรกิจร้านค้าปลีก (Retail Shop) เป็นปัจจัยหลักที่หนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ โดยรายได้เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 30.7% จากปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ คิดเป็นสัดส่วนราว 46% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 34.9% ในไตรมาส 1/2568 สอดคล้องกับการเร่งขยายสาขาใหม่จำนวน 75 สาขาในไตรมาส และเพิ่มขึ้นรวม 260 สาขาจากปีก่อน ส่งผลให้สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีสาขารวม 690 แห่ง
ขณะที่รายได้จากธุรกิจที่ไม่ได้จำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของบริษัทปรับตัวลดลงทุกกลุ่มธุรกิจ โดยรายได้จากหมูลดลง 9.5% จากไตรมาสก่อน และ 27.1% จากปีก่อน ส่วนธุรกิจไก่ลดลง 13.1% และ 19.5% ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์ลดลง 4.4% จากไตรมาสก่อน และ 1.6% จากปีก่อน
ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาพรวมราคาเนื้อสัตว์ที่อ่อนตัวลง ทั้งราคาหมูและไก่ในประเทศไทย ขณะที่มีเพียงราคาหมูในเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขายโดยรวมยังไม่สดใสนัก
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้รับแรงหนุนจากต้นทุนวัตถุดิบระดับต่ำที่มีอยู่เดิม ประกอบกับสัดส่วนยอดขายผ่าน Retail Shop ที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 21.7% จาก 18.3% ในไตรมาส 4/2568 และ 21.2% ในไตรมาส 1/2568 ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส
ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ยังอยู่ในระดับสูงจากการเปิดสาขาใหม่ ทำให้สัดส่วน SG&A ต่อรายได้อยู่ที่ 8.8% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 6.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ต้นทุนทางการเงินปรับลดลง โดยดอกเบี้ยจ่ายลดลง 6% จากไตรมาสก่อน และลดลง 15.4% จากปีก่อน จากภาระหนี้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรปกติจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยยังได้แรงหนุนจากการขยายสาขา Retail Shop อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ที่เริ่มอ่อนตัวลงทั้งในไทยและเวียดนาม ท่ามกลางอุปสงค์ที่ยังไม่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี บริษัทมีข้อได้เปรียบจากการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้าไปจนถึงไตรมาส 4/2569 ซึ่งช่วยชะลอผลกระทบจากต้นทุนที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดไตรมาส 1/2569 ในอัตราหุ้นละ 0.085 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 0.8% โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 25 พฤษภาคมนี้

