“ปรีดี” มองศก.ไทย ฟื้นตัวชัดเจนปีหน้า 4-5% หนุนเพิ่มศักยภาพภาคอุตฯ สร้างความเชื่อมั่นนลท.

“ปรีดี ดาวฉาย” รมว.คลัง มองเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวชัดเจนปีหน้า 4-5% หนุนเพิ่มศักยภาพภาคอุตฯ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Navigating through global uncertainties: Thailand’s opportunities for transformation” ในงาน “Thailand Focus 2020 : Resiliency to Move Forward” โดยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ผ่านมาแม้ประสบปัญหาแต่ก็ไม่หดตัวมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการฟื้นตัวกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง

ทั้งนี้ นายปรีดี เชื่อว่า ผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากโควิด-19 ที่เข้ามากระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/63 จะเป็นไตรมาสที่มีเศรษฐกิจต่ำที่สุด ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 64 จะกลับมาขยายตัวได้ในระดับ 4-5%

“ผมเชื่อว่าการควบคุมวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ผู้สร้างนโยบายระดับประเทศจะต้องมองไปข้างหน้ารวมทั้งประเมินสถานการณ์ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง  การรับมือกับโควิด-19 เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอยู่ เพราะไม่มีใครสามารถจะยืนยันได้ว่าเมื่อใดวัคซีนจะสามารถนำออกมาใช้ได้  จนกว่าจะถึงวันนั้น เศรษฐกิจโลกก็น่าจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 ดังนั้น เราจึงได้แต่ยอมรับและเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น” นายปรีดี กล่าว

นายปรีดี กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศแนวทางสำหรับปฏิบัติเพื่อสร้างเกราะกำบังไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไป  ประการแรก จะต้องมีมาตรการดูแลช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบางและกลุ่ม SMEs

ประการที่สอง ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้สามารถไปกับกระแสได้เมื่อยามเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ประการที่สาม ต้องสร้างงานให้ภาคเอกชน  ประการที่สี่ จำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์สร้างงานสำหรับคนที่จบใหม่ และประการท้ายสุดภาครัฐจะต้องมีความโปร่งใส กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของรัฐมีส่วนร่วมในนโยบายบริการสาธารณะ

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของภาครัฐจะเร่งการดำเนินนโยบายต่างๆออกมาอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้นเพื่อเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะเป็นปัจจัยหลักในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมกับการส่งเสริมภาคท่องเที่ยวให้กลับมาฟื้นตัวขึ้น หลังจากโควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หายไป ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กลับมา

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ และทำให้ผู้ประกอบการจากต่างชาติที่มองการลงทุนในประเทศไทยมีความมั่นใจในศักยภาพของการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

นายปรีดี กล่าวว่า รัฐบาลได้เห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวที่มียุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายที่เน้นการสร้างประสิทธิภาพและยกระดับให้ประเทศไทยก้าวหน้ามากขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ ขณะเดียวกันจะต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากหน่วยงานต่างๆ ผ่านความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชน ทำให้ประเทศมีความน่าสนใจที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าไปสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค

ขณะที่หัวใจของอัตราการเติบโตและฟื้นตัวอย่างมั่นคงของเศรษฐกิจก็คือการคงไว้ซึ่งวินัยทางการเงินการคลัง การเผชิญหน้ากับโควิด -19 ทำให้งบประมาณที่จะใช้จ่ายมีข้อจำกัด จึงต้องใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้าปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบด้านความยั่งยืนทางด้านการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สถานะการเงินการคลังของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ต่ำกว่า 60% แม้จะมีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทก็ตาม

แม้จะมีข้อกำจัดด้านงบประมาณ แต่ก็สามารถที่จะใช้กลยุทธ์ในการกู้ยืมภาครัฐมาเป็นทางออกได้ เราอาจจะต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมเมื่อจำเป็น  อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือการมีมาตรการเศรษฐกิจโดยไม่สละซึ่งวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อที่จะทำเช่นนั้น เราจำเป็นจะต้องทำให้แน่ใจว่ามาตรการต่าง ๆ นั้นสามารถส่งผ่านไปยังโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นโครงการที่เราต้องการอย่างแท้จริง  รวมทั้งส่งความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้อย่างแท้จริง

นายปรีดี กล่าวอีกว่า ผลกระทบของโควิด-19 ในภาคสังคม เศรษฐกิจ และกลุ่มที่ความเปราะบางเป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดนโยบายของภาครัฐและผู้มีส่วนร่วมเพื่อให้สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและประกันว่าไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และเราจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน