
“ฟินันเซีย” เชียร์ซื้อ MTC เป้า 46 บาท คาดกำไร Q4 แตะ 1.74 พันล. รับสินเชื่อโต-หนี้เสียลด
FSS แนะนำ “ซื้อ” MTC ปรับราคาเป้าหมายปี 69 ใหม่ที่ 46 บาท คาดกำไรไตรมาส 4/68 โตแกร่ง 1.74 พันล้านบาท รับสินเชื่อจำนำทะเบียนพุ่ง ขณะที่คุณภาพหนี้ดีขึ้นต่อเนื่อง NPL ลดเหลือ 2.60%
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด ระบุถึงแนวโน้มผลประกอบการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC โดยคาดการณ์ว่าบริษัทจะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2025 ที่แข็งแกร่งอยู่ที่ระดับ 1.74 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อน (q-q) และเพิ่มขึ้น 12.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นได้ โดยสินเชื่อยังคงเติบโตแข็งแกร่งที่ 3.3% จากไตรมาสก่อน และ 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายปี 2025 ของบริษัทที่วางไว้ 10-15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและสินเชื่อโฉนดที่ดิน ในขณะที่สินเชื่อไม่มีหลักประกันยังคงหดตัวจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Loan spread) ในไตรมาส 4/2025 จะทรงตัวอยู่ที่ 12.99% เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจะช่วยชดเชยผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 47.24% จากผลของฤดูกาลและการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 คาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 6.68 พันล้านบาท เติบโต 13.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ พบว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ณ สิ้นไตรมาส 4/2025 จะลดลงเหลือ 2.60% จาก 2.63% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2.80% เป็นผลมาจากประสิทธิภาพการติดตามหนี้ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี โดยคาดว่าต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ (Credit cost) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.74% ในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ทั้งปีอยู่ที่ 2.59% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ (Coverage ratio) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 142.3%
นอกจากนี้ FSSIA ได้ปรับปรุงประมาณการกำไรปี 2025-2026 เล็กน้อย เพื่อสะท้อนสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 13.6-13.9% (จากเดิม 10.5-12.5%) และต้นทุนความเสี่ยงที่ลดลงเหลือ 2.59-2.66% จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2569 ที่ 46.00 บาท (อิงวิธี GGM) คิดเป็น P/BV ที่ 1.94 เท่า

