
“กรภัทร” มองหุ้นไทยขาขึ้นรับโฟลว์ไหลเข้า ชู “พลังงาน-สื่อสาร-ค้าปลีก” เด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” ชี้ตลาดหุ้นไทยถึงรอบ Re-rating สลัดภาพผู้ป่วยเอเชีย รับอานิสงส์กำไรบริษัทจดทะเบียนแกร่ง รัฐบาลเสียงข้างมากหนุนนโยบายฉลุย และฟันด์โฟลว์ต่างชาติจ่อไหลเข้า พร้อมชูพลังงาน-สื่อสาร-ค้าปลีกเด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องมีการประเมินมูลค่าใหม่ (Re-rating) หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าในปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะเผชิญกับปัจจัยกดดัน (Black Swan) หลายประการ ทั้งความล่าช้าทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาถึง 2 ระลอก
รวมถึงวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทย Underperform เกินจริง และไม่สามารถกลับไปสู่จุดเฉลี่ยของค่า PE ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 2569 ตลาดได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ (Back on track) โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ไม่มีข่าวร้ายใหม่เพิ่มเติม และมีปัจจัยบวกที่เหนือความคาดหมายหลายด้าน
โดยปัจจัยบวกประการแรกคือ ผลประกอบการ (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียนไทยในปีที่ผ่านมาแทบไม่พลาดเป้าหมาย โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2-4% ในทุกไตรมาส ประการที่สองคือ กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เตรียมไหลเข้า สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่สูงถึง 1.87 แสนล้านบาท บ่งชี้ว่าต่างชาติมองเห็นศักยภาพของไทยและเลิกมองไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปถึง 9.2 แสนล้านบาทในช่วงปี 2017-2025
นอกจากนี้ เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง จาก 350 เสียง ซึ่งถือเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด (Super Majority) ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554 ทำให้ต่างชาติมีมุมมองเชิงบวกต่อการผลักดันนโยบายและการขับเคลื่อนโครงการ Fast Track 16 โครงการ มูลค่า 6-7 แสนล้านบาท ซึ่งคล้ายคลึงกับสถิติในอดีตยุคปี 2554 ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าถึง 4.7 หมื่นล้านบาทภายใน 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง
ส่วนของกระแสเงินทุนหมุนเวียน (Fund Flow) ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอานิสงส์จากการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของ MSCI ในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ แม้กลุ่ม Passive Fund (มูลค่า 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) จะยังคงน้ำหนักเดิมรอการแก้ไขกฎเกณฑ์ แต่กลุ่ม Active Fund (มูลค่าราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ได้เริ่มปรับพอร์ตและโยกเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยที่มีสภาพคล่องสูงกว่า
สอดคล้องกับมุมมองของสำนักลงทุนต่างชาติอย่าง GMO หากตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้มีหุ้นไทยหลายตัวถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI รอบใหม่ นอกจากนี้ ภาพรวมของภูมิภาคเอเชียยังเข้าสู่จุดที่เหมาะสมต่อการลงทุน (Sweet Spot) โดยมีอัตราการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) สูงสุดในรอบ 42 เดือน บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวแบบเติบโตพร้อมกันทั่วโลก (Global Synchronization)
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS ได้ปรับเป้าหมายดัชนี SET ขึ้น หลังจากทะลุแนวต้านเดิมที่ 1,475 จุด (ล่าสุดปรับตัวบวกกว่า 15.5 จุด ทะลุระดับ 1,482 จุด) โดยประเมินแนวต้านถัดไปที่ 1,487 จุด และให้แนวรับที่ 1,460 จุด พร้อมชูหุ้นเด่นในกลุ่ม “Real Asset” และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีในเอเชียที่เติบโตรับกระแส AI Data Center ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนได้ถึง 70% และเพิ่มรายได้ 30% รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน (เช่น PTT) และโรงกลั่น (เช่น TOP, BCP) ที่ผ่านจุดต่ำสุดและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) กำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น กลุ่มสื่อสาร (TRUE) ที่คาดว่างบจะออกมาโดดเด่น กลุ่มธนาคารที่ยังคงเป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ ตลอดจนกลุ่มค้าปลีก (CPALL, BJC) และไฟแนนซ์ (SINGER, JMT, SAWAD) ที่เตรียมรับอานิสงส์หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้สำเร็จ รวมถึงกลุ่มซ่อมแซมบ้านที่อาจมีกำไรเซอร์ไพรส์จากทิศทางราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้

