“บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ STA ลุ้นยอดขายปี 69 โตแตะ 1.6 ล้านตัน รับอานิสงส์ยางขาขึ้น 3 ปี

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมิน STA ได้แรงหนุนวัฏจักรราคายางขาขึ้นยาว 3 ปี จากอุปทานโลกตึงตัว ผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายปี 69 แตะ 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% คำสั่งซื้อครึ่งปีแรกแน่น หนุนรายได้และมาร์จิ้นเติบโต


บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ประเมิน บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ภายหลังได้รับข้อมูลจากงาน Finansia Exclusive Talk สะท้อนแนวโน้มอุปทานยางพาราโลกที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ทิศทางราคายางเข้าสู่รอบขาขึ้น และมีแนวโน้มยืนระดับสูงได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

โดยทางฝ่ายวิจัยระบุว่า ผู้บริหาร STA ยังคงมั่นใจเป้าปริมาณการขายปี 2569 ที่ระดับ 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน โดยปัจจุบันมีคำสั่งซื้อครอบคลุมแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี แม้ภาพรวมอุปสงค์ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ได้รับแรงหนุนจากระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับปริมาณอุปทานที่ตึงตัว ทำให้บริษัทสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาอ้างอิงตลาด SICOM บวกพรีเมียมได้

สำหรับแนวโน้มระยะยาวในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าราคายางมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้นได้ จากผลผลิตยางของไทยที่ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยผลผลิตยางไทยลดลงแล้วราว 30% จากปี 2561 และมีแนวโน้มลดลงถึง 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักมาจากภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และชัดเจนในปี 2570 รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกยางที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า ท่ามกลางความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลดลงของอุปทานถือเป็นความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยบริษัทได้เตรียมแผนบริหารจัดการรองรับผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม Sri Trang Friends Application เพื่อรับซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกรและเสริมความสัมพันธ์ในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทจัดซื้อวัตถุดิบผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวในสัดส่วนถึง 99%

ขณะเดียวกัน ราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นตาม โดยราคาน้ำยางข้นล่าสุดอยู่ที่ 72.6 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 37.8% ตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ STA ซึ่งมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำยางราว 80–90% ให้กับบริษัทในเครืออย่างบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ส่งผลให้ STGT มีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตในมาเลเซียเผชิญปัญหาขาดแคลนยางสังเคราะห์

นอกจากนี้ STGT ยังสามารถปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตจากถุงมือยางไนไตรล์ซึ่งคิดเป็น 30% ของรายได้รวม ไปสู่การผลิตถุงมือยางธรรมชาติได้ในสัดส่วน 85–90% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 70% ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะวัตถุดิบตึงตัว

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคายางในตลาด SICOM คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมองว่าความเสี่ยงด้านราคาปรับลดมีจำกัด เนื่องจากระดับ 175–180 เซนต์ต่อกิโลกรัมเป็นต้นทุนการผลิตของแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ขณะที่หากราคาปรับสูงเกิน 210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อาจส่งผลลบต่อผู้ผลิตยางล้อ

ทั้งนี้ มองว่าในระยะสั้นโอกาสที่ราคายางจะปรับขึ้นยังเปิดกว้าง จากผลกระทบของสงครามที่ทำให้ราคายางสังเคราะห์ SBR ปรับขึ้นแตะระดับ 220–240 เซนต์ต่อกิโลกรัม ประกอบกับอุปทานยางธรรมชาติที่ลดลงตามฤดูกาลปิดกรีดยางของไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม

โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ในระยะสั้น ตราบที่ราคายาง SICOM ยังเคลื่อนไหวในกรอบดังกล่าว อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง ราคาหุ้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรตามทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อราคายางปรับเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป

Back to top button